THE PERVERT’s GUIDE TO SHORT 19th

11036626_10153136135623576_324669721909417718_n

THE PERVERT’s GUIDE TO SHORT 19th

หนังในเทศกาลหนังสั้นที่เราอยากแนะนำให้คุณดู

ยินดีต้อนรับสู่เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 19 ครับ

อย่างที่รู้กัน ชาวคาเฟ่ลูมิแยร์ คือทีมเดียวกันกับชาว มาราธอนออนไลน์ หรือพูดให้ถูกต้องคือเราเป็นกลุ่มคนดูหนังที่เพลิดเพลินจำเริญจิตกับการเข้ารีตมาราธอนในทุกเดือนกรกฎาคมของแต่ละปี มาถึงตอนนที้มาราธอนจบลง หนังบางส่วนถูกคัดเข้าฉายในรอบสุดท้าย อีกไม่กี่วันนี้ เราชาวคาเฟ่ ลูมิแยร์ ในฐานะ ผู้ชมมาราธอนจึงขออาจหาญ จัดโปรแกรมหนังแนะนำสำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่สิบเก้า เพื่อเป้นคู่มือสำหรับผู้ขมที่ยังพิศวงสงสัยว่าจะดูอะไรดี (แม้เราอยากจะบอกว่าก็ดูมันทั้งหมดนั่แหละก็ตาม)

ก่อนอื่นใด ขอขอบคุณ มูลนิธิหนังไทย และบรรดาstaff ใจถึงทั้งหลาย ที่ยืนยันจัดฉายหนังรอบมาราธอน ฉายหนังกว่าห้าร้อยเรื่องที่ส่งเข้าประกวดให้เราชมเต็มอิ่มมาตลอดหลายปี เราขอขอบคุณและแสดงความนับถือจากใจครับ

และจากนี้คือ คู่มือมาราธอนเพื่อการดูหนังสั้นอย่างมีความซาบซ่านประจำปีนี้

นิยามศัพท์

ผู้ชมแต่ละท่านจะเลือกหนังมาคนละสองเรื่องโดยประกอบด้วย เรื่องหนึ่งจากหนังที่ได้เข้ารอบในรอบสุดท้าย และอีกเรื่องหนึ่งจากหนังที่ตกรอบโดย
IN =หนังเข้ารอบ
OUT =หนังตกรอบ

ท่านสามารถหาดูหนังที่ตกรอบได้จากคลิปดีโอใน youtube (บางเรื่อง) และบางเรื่องอาจมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งใน FILMVIRUS WILDTYPE ปีหน้าซึ่งจัดโดย …. เราเอง

ขอให้เพลิดเพลินครับ

KAFE LUMIERE’S RECOMMENDED

1.ชามดอง

IN
Michael’s / คุณวุฒิ บุญฤกษ์ / 2014 /
โปรแกรมดุ๊ก 4 : 16 August 2015 Auditorium, 5th floor

หลายเดือนก่อน “โรฮิงญา” เป็นประเด็นยอดฮิตในวงสนทนาของคนไทย คนไทยไม่น้อยต่างแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้คนชนชาตินี้ได้มาอาศัยพักพิงแม้เพียงชั่วคราว บ้างก็บอกว่าไม่มีคนจำพวกไหนขี้เกียจได้เท่าโรฮิงญาอีกแล้ว ภาพลักษณ์ของโรฮิงญาที่คนไทยเหมารวมคือ ผิวดำ ขี้เกียจ ไม่ทำงาน ใจมารและมักเนรคุณ

สารคดีเรื่อง Michael’s เองเล่าประเด็นเรื่องโรฮิงญา ทว่าโฟกัสอยู่ที่ประเด็นสัญชาติและโอกาส หนังให้ข้อมูลจำนวนมากที่คนดูอย่างเราถึงกับอึ้ง ผู้กำกับลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์และเก็บภาพเหตุการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในแม่สอด ถามพวกเขาถึงชีวิตความเป็นอยู่ ความต้องการที่แท้จริง ความฝันของชีวิต

พวกเขาทั้งหลายต่างฝันถึงการไปอยู่ในประเทศรัฐอิสลาม ทว่าการที่พวกเขาไม่มีสัญชาติไทยและมีสถานะผู้ลี้ภัย ที่โหดมาก ๆ คือหลาย ๆ คนมีสัญชาติอเมริกันและพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก ๆ ทว่าในดินแดนแห่งนี้แล้วมันไม่มีค่าอะไรเลย

ผลงานชิ้นนี้ ผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนเล่าพร้อมรอยยิ้ม พวกเขายิ้มสู้ด้วยเข้าใจ ยอมรับและอดทนรอ หนังไม่มีทีท่าของการเร้าอารมณ์ให้เศร้าแต่กลับกลายว่าเราคนดูต่างหากที่เป็นฝ่ายรู้สึกอื้ออึงในใจเองเมื่อได้รับรู้สิ่งที่พวกเขาเผชิญ

OUT
Lost on the Street / ชญานิศ จิตรบรรเจิดกุล, วิรดา แซ่ลิ่ม, สรร ต่อศรีเจริญ

ผลงานภาพยนตร์สารคดีชิ้นนี้เป็นการติดตามครูอาสาคนหนึ่งที่มีปณิธานในการช่วยเหลือบรรดาขอทานตามท้องถนน ผู้กำกับทั้งสามได้สัมภาษณ์คุณครู เธอเล่าถึงสถานะของขอทานในปัจจุบัน ซึ่งในขณะที่ดู สิ่งที่เธอบอกดูตรงข้ามกับข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงา (ขอทานเป็นรูปแบบการค้ามนุษย์อย่างหนึ่ง) ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากชวนให้ติดตามเก็บเรื่องราวของเธอในเช้าต่อมา

ทั้งสี่ลงพื้นที่ย่านสุขุมวิท ไม่นานนักได้พบกับหญิงสาวและเด็กน้อยสภาพผอมแห้งนั่งกับพื้นเพื่อขอเงินคนผ่านไปมา จากนั้นหนังทั้งเรื่องติดตามการพาหญิงสาวพร้อมลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ข้อมูลเปิดเผยในช่วงต่อมาว่าเธอเป็นชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย ลูกของเธอกำลังป่วยหนัก เธอไม่มีเงินและไม่กล้าไปโรงพยาบาล

สิ่งที่หนังโยนใส่คนดูเต็ม ๆ คือ เราควรจะรู้สึกกับกรณีอย่างไร ณ เวลานั้น ข้อมูลในหัว dilemma ล้านแปดตีกันให้วุ่นว่าจะระหว่างสิ่งที่เคยรู้จากมูลนิธิกระจกเงากับสิ่งที่เห็นในจอ อะไรถูกต้องกว่ากัน เราควรเห็นใจและช่วยเหลือคนเป็นขอทานหรือไม่

ช่วงที่บีบคั้นที่สุดคือช่วงที่ไปถึงโรงพยาบาลแล้ว เนื่องจากการบันทึกภาพเป็นการตามติดชีวิตจึงมิสามารถเดาล่วงหน้าว่าพวกเขาจะเผชิญอะไรบ้าง หนังเผยให้เห็นปมปัญหาเรื่องสัญชาติผสมผสานกับประเด็นมนุษยธรรม ราวกับหนังตั้งใจทดลองไดเลมมาในใจเสียงอย่างนั้นแหละ

(วิรดา แซ่ลิ่ม หนึ่งในสามผู้กำกับมีผลงานอีกชิ้นที่ส่งมาในเทศกาลปีนี้ ได้แก่ หาเรื่องคนไทย หนังเรื่องนี้ได้รับเลือกให้ฉายในโปรแกรม Somewhere we never belong)

2.น้านน

11852890_10154171783546632_518613168_o

IN
Part Two ภาคสอง, เฉลิมชนม์ เนติพัฒน์, 2015, 71 min.
โปรแกรม Digital Forum18 August 2015 /Screening Room 401, 4th floor17:00

ว่ากันตามตรง ส่วนนึงที่ทำให้อินเรื่องนี้มากๆ คือโลเคชั่นโรงเรียนเตรียมอุดม ไม่ได้รักโรงเรียนขนาดนั้นหรอก แต่เรามีความทรงจำมากมายที่นี่ และแก๊งพระเอกมันก็เหมือนแก๊งเราสมัยเรียนม.ปลายไม่มีผิดเพี้ยน มีคนมึนๆ มีคนจริงจังกับชีวิต มีคนตลก มีคนจืดจาง อาจจะไม่เหมือนแค่เพียงว่าแก๊งเรานั้นไม่ได้ฟอร์มวงดนตรีเหมือนในเรื่อง และกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป็นหนังที่เล่าชีวิตเด็กม.ปลายช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ดีเหลือเกิน ทุกอย่างลื่นไหล ธรรมชาติ หนังที่ดูแล้วคิดถึงวัยห่ามๆ นั้นขึ้นมาทันที และยังประทับใจอยู่แม้จะดูจบไปนานแล้ว

OUT
Journey of Love เพื่อนรัก รักเพื่อน, ปรัชญา วงค์นันตา, 2015

นี่คือหนังที่คาดหวังเวลาไปดูเทศกาลมาราธอน มันเป็นหนังประเภทที่มาเฟียห้องฉายมาราธอนจะเรียกกันว่า “หนังซ่องแตก” เป็นหนังที่ทำให้พวกเราได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ และระเบิดเสียงหัวเราะบันเทิงร่วนไปกับมัน หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ดีในแง่บทหรือโปรดัคชั่น แต่มันสดและสนุก เรื่องราวของนักเรียนเก่าตัวเก๋า กับนักเรียนใหม่ตัวกวนที่ชวนจิ้น หลายฉากที่เสียวจนชวนจิกเบาะ ถ้าพลาดในมาราธอน ไม่ต้องเป็นห่วง หาได้ใน youtube

เดอะป๋วย

IN
Mr.Narcissus (ชนะชัย แสงจันทร์)
โปรแกรม Convergence21 August 2015 /Screening Room 401, 4th floor 17:00

นี่คือหนังที่ใช้ประสิทธิภาพของ Social Network ได้ดีถึงดีมากที่สุด เพราะเป็นหนังที่เล่าเรื่องด้วยตัวละครเพียงคนเดียว แต่เล่าผ่าน Social Cam และมันทำให้เราต้องใช้ความคิดอย่างหนักที่จะประเมินสถานการณ์ในเรื่องว่า ตกลงแล้วเรากำลังดู”ใคร” และมันแสดงว่า ไอเดียที่สดใหม่ในแบบที่สามารถพัฒนาเป็นหนังใหญ่ได้เลย ซึ่งบ้านเราขาดหนังกระแสหลักที่ขาดความคิดสร้างสรรค์แบบนี้ แต่หนังนักศึกษาทำได้แล้ว อยากเชียร์ให้ดูอย่างสุดแรงเกิดจริงๆครับสำหรับเรื่องนี้

OUT
ตุ๊เจ้า (สิโรรส ดำจันทร์)

มันคือสารคดีซึ่งเราจะพบได้ดาษดื่นในเทศกาลหนังสั้น เพราะการไปสัมภาษณ์พระเรื่องศาสนาไม่ใช่ของใหม่เลย แต่มันมีพลังบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ โดยไม่จำเป็นที่ตัวโจทย์หรือผู้กำกับต้องเอ่ยปากบอกผู้ชมเลยแม้แต่คำเดียว มันคือบรรยากาศของการ “แอบชอบ” ที่เมื่อเราก้าวข้าม การเป็นศาสนา หรือการเป็นพระ เราจะสำผะสได้ถึงอาการ “ตกอยู่ในภวังค์” ของห้วงอารมณ์ที่เราเกินกว่าจะจินตนาการด้วยขอบเขตของความเป็นศาสนา หรือ การเป็นพระ จะเพราะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ความรู้สึกบางอย่างของคนสัมภาษณ์ กับพระหนุ่มรูปหนึง มันทำให้คนดู (คิดลึก)อย่างเรา กล้าที่จะทำลายขอบเขตว่า นี่คือฆารวาส และนี่คือพระ นำไปสู่บทสรุปที่ว่า เรากำลังดูผู้ชายคนหนึ่ง กำลังตกหลุมรักผู้ชายอีกคนหนึ่ง และจุดนี้แหละ ที่ทำให้สารคดีเรื่องนี้ ติดตรึงในความคิดอย่างมหาศาล และทำให้เราตีความได้อย่างไม่รู้จบว่า อะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจของคนทำสารคดีเรื่องนี้ และปริศนาดังกล่าว จะกลายเป็นตำนานของเทศกาลหนังสั้นไปอีกนาน

กรลี่

OUT
DOMESTIC LIFE(เสรีภาพ สุทธิศรี)

อันดับแรกตกใจที่ผู้กำกับเป็นผู้ชาย ตอนดูนึกว่าผู้หญิงทำ คือกำลังคิดถึงการมองป่าในหนังเรื่องนี้ กำลังนึกถึงเวลาเราไปยืนเยี่ยวในป่า จะมีคนบอกว่าให้ไหว้เจ้าป่า เจ้าเขาด้วย แต่ไม่มีใครเคยบอกว่าเวลามีเมนแล้วเกิดทิ้งไปต้องทำการขอขมามั้ย

และอีกเรื่องหนึ่งเจ้าป่า เจ้าเขาในหนังเรื่องนี้ ถูกทำให้ออกมาเป็นชาย ไม่ใช่ผีนางไม้ ผีนังตะเคียง เมืองแม่ม่ายในแบบผู้หญิง แต่ใช้”คน”ตัวละครผู้หญิงและเรื่องธรรมชาติในร่างกายธรรมดา ในฐานะผู้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์เอง ไม่ใช่การเข้าไปเป็นนักปราบผี ส่วนการหายไปของตัวละครหญิงในเรื่อง คือลองมองเองอาจเป็นได้สองแบบทั้งการสังเวย และการลงทัณฑ์ที่ไม่รู้จักขอขมา

ส่วนตัวเคยคิดว่าการรัฐประหารที่มาจากอำนาจทหารคือควย แต่ไม่ใช่ควยแข็งสีทองเท่าหนังในเรื่องนี้ แต่เป็นควยเหี่ยวชราภาพที่ต้องคอยดื่มวายอาก้าให้แข็ง แต่นั้นแหละบางครั้งควยทองในเรื่องอาจจะไม่ดื่มวายอาก้า

ฟิล์มซิก

IN
งานแต่งของแพรว (เจนณรงค์ ศิริมหา)
โปรแกรม รัตน์ 2 : 22 August 2015 Auditorium, 5th floor15.00

เจนณรงค์กลับมาแล้ว! นี่คือภาคต่อของเรื่องน้ำเน่าของแพรว หนังสั้นที่หลายปีก่อนทำให้ผู้ชมตื่นเต้นในมาราธอนมาแล้ว

ภาคนี้หนังทั้งตลก โหด และเศร้าสร้อยเจ็บปวด เมือ่แพรว หญิงสาวที่มีพลังวพิเศษอ่านใจคนได้ และถึงขนาดบังคับจิตใจคนได้ กำลังจะแต่งงาน ในขณะเดียวกันก็ำลังจะถูกบีบให้ออกจากงาน ความสามารถในการอ่านใจคนได้ กลับนำเรื่องยุ่งยากมาให้เธอ นำความเจ็บปวดมาให้เธอ ความเจ็บปวดที่เกิดจากการรู้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ คิดอย่างไรกับเธอ รวมถึงคนรักของเธอ การที่เธอสามารถบังคับจิตใจคนอื่นได้ก็ส่งผลต่อเธอ เพราะเธอก็บังคับจิตใจตัวเองด้วยการสร้างเพื่อนในอุดมคติขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่พักใจของตัวเอง แต่ยิ่งเธอทำเช่นนั้นจิตใจของเธอก็บิดเบี้ยวหนักขึ้นด้วยการนิมิตเห็นภาพที่ทำให้เธอเจ็บปวดรวดร้าว การตัดสินใจในตอนท้ายของแพรวมันทั้งมืดดำและเจ็บปวดมากๆ นี่คือการพบกันของ X-Men ละครหลังข่าวของไทย และ หนังทริลเลอร์เย็นชาแบบฝรั่งเศส

OUT
กาลครั้งหนึ่ง… เมื่อคืนนี้ (นนทฤทธิ์ มาเนียม)

หนังผี foundfootage ที่เป็นเหมือนBlair Witch Project ฉบับตึกห้องแถว เริ่มจากแกงค์เพื่อนสาวมานอนบ้านเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มรอไปทัศนศึกษาพร้อมกัน ครึ่งแรกก็เป็นเหมือนไดอารี่ ชีวิตค่ำคืนหนึ่งกับเพื่อนสาว ที่ไม่มีอะไรนอกจาล้อมวงกินขนม ร้องเพลงคาราโอเกะในบ้านของเพื่อน จนเมื่อกลางดึกขณะหลับกันหมดแล้ว เพื่อคนหนึ่งหายตัวไปไฟก็เปิดไม่ติด ทุกอย่างจึงรุนแรงขึ้นอย่างระงับไม่อยู่

ชอบฉากการไปเจอรูปครอบครัวมากๆ รูปถ่ายปู่ขาตายาย อะไรแบบนี้มันหลอนมากๆ แต่เหนืออื่นใดคือเรื่องทั้งหมดมันไม่ได้เกิดในป่า แต่เกิดในบ้านตึกแถวสามสี่ชั้นธรรมดา สถาปัตยกรรม ทัศนียภาพของห้องแถวมันเป็นทัศนียภาพภายในของคนเมืองจำนวนมากในประเทศนี้ ห้องแถวสามสี่ชั้นที่มีชั้นลอย มีบันไดแคบๆ แต่ห้องแถวถูกนำเสนอในหนังไทยน้อยมากราวกับว่ามันเป็นทัศนียภาพที่น่าเกลียด ไม่สวย สามัญและน่าเบื่อเกินไป นอกจากหนังสั้นปีสองปีก่อนอย่างเรื่อง Qing เราก็ยังไม่ค่อยได้เห็นศักยภาพของตึกแถวอีกเลยจนในเรื่องนี้ (ที่อาจจะเพราะมันเป็นบ้านเพื่อนสักคนของคนทำจริงๆ) การเปลี่ยนบ้านตึกแถวให้กลายเป็นพื้นที่ของหนังสยองขวัญทำให้นึกไปถึง The Pact และถ้าเข้าใจไม่ผิดนี่น่าจะเป็นหนังเด็กมัธยม ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมากๆๆ

สมพล อู้คำเมือง

IN
Daily Malice (ยุคนธร แก้วปราง)
Program Queer 18 August 2015 Auditorium, 5th floor 19.00
Queer Programเรื่องนี้สำหรับเรา เป็นเรื่องที่โหดมากในเรื่องของการเขียนเลิฟซีนที่ดุเดือดและเผ็ดมันได้ขนาดนี้ ซึ่งตอนเราไปดูที่งานคอร์หนัง งานฉายหนังสารนิพนธ์ ของนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเอาจริงๆ เราไม่คาดคิดว่าจะเจอหนังที่กล้าเขียนซีนและนักแสดง กล้าที่จะเล่นได้มากขนาดนี้ ตอนที่ได้ดูก็เกือบจะกรี๊ดออกมาแบบลั่นโรง ถ้าไม่ติดว่าคนข้างๆ เราไม่รู้จัก เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราสร้างความรำคาญได้ ได้แต่กรี๊ดในใจจนกว่าฉากนั้นจะจบลง เนื้อเรื่องก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ในส่วนของตัวละครคนใช้ในบ้านพระเอกก็มีพื้นหลังที่น่าสนใจแต่ไม่อยากจะสปอย แต่ก็มีบางจุดที่เราเสียดายในเรื่องของซาวด์ประกอบ เรารู้สึกว่ามันถูกวางในตำแหน่งที่ค่อนข้างจะขัดใจเรา แล้วก็ใช้เพลงซ้ำกันอยู่ไม่กี่เพลง ตอนเราดู เราก็จะแบบ เอ้า เพลงนี้อีกละ เพลงนี้อีกละ แล้วก็เรารู้สึกว่าเพลงมันจะซ้ำกับเพลงในเรื่อง Night Flight ของเกาหลี จริงๆ มันไม่ผิดหรอก แต่พอเราได้ดูเรื่องนี้แล้วได้ยินมา เราเลยรู้สึกแปลกๆ กับงานชิ้นถัดมาที่ใช้เพลงเดียวกันละมั้ง จริงๆ ไม่มีอะไร พระเอกกับพระเอกอีกคน ก็เล่นได้ดีมากๆ ในจุดที่ว่า กล้าเล่นหนักขนาดนี้ ชอบมากแบบ เล่นถึง แต่ก็แอบเชียร์ให้ถึงกว่านี้ แต่คงจะยากไปหน่อย ชอบพี่โจ๊ก

OUT

DOGMATIST(ปฏิพล ฑีฆายุวัฒน์)

ในระดับนักศึกษารุ่นเดียวกันแล้ว เราได้ดูเรื่องนี้แล้ว เราก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนึงที่ ทำโปรดักชั่นออกมาได้ดีพอสมควร ดูมีการวางแผนมาค่อนข้างดี ประเด็นสำหรับเราก็ถือว่าน่าสนใจดี เพราะเราชอบการเสียดสีและตั้งคำถามสำหรับเรื่องของสังคมอยู่แล้ว แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับประเด็นนี้มากเท่าเรื่องเพศหรือสิทธิ แต่ก็ยังชอบอยู่ เรื่องของการคลุมโทน อาร์ทไดเร็กชั่นก็ดูทำการบ้านมาดีอยู่ มีการเล่นกับซิมโบลิกที่มีความหมายเสียดสีทางสังคม ซึ่งหนังประเด็นแบบนี้ เราเองจะไม่ค่อยได้เห็นมากเท่าไหร่นัก ส่วนมากก็จะเห็นเป็นเรื่องความรักใสๆ มากกว่า นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่เราชอบอีกอย่างนึงก็คือผู้กำกับเรื่องนี้ ก็ไม่ได้หล่อมาก แต่เรารู้สึกว่าดูดีในแบบของเด็กฟิล์มลาดกระบัง แต่ก็แอบเสียดาย ที่นางเอกในเรื่องเป็นแฟนของเขา แล้วก็สวยมากอีกด้วย น่าเสียดายจริงๆ นะครับ

แหม่มแอนนา

11855318_10156005382095220_723293494_n

IN
กลับมาทำไม ฉันลืมไปหมดแล้ว ( เอกลักษณ์ มาลีทิพวรรณ)
โปรแกรม Somewhere we never belong 19 August 2015 /Screening Room 401, 4th floor 17:00

Somewhere We Never Belong ภาพยนตร์สั้นที่นอกจากชื่อเรื่องจะเต็มไปด้วยจริตลีลาตัดพ้อแล้วตัวหนังเองก็เปี่ยมท่วงท่าเชิงกวีเง้างอด ชายหนุ่มคนหนึ่งในเครื่องแบบทหาร (แต่เราไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเขาเป็นทหารหรือเปล่า) เป็นร่างกายลึกลับที่ท่องเทียวไปมาในเมืองยามค่ำคืน เราไม่รู้ว่าเขาคือคนคนเดียวกับในชื่อเรื่องหรือไม่ เขาหรือเปล่าคือคนที่ “กลับมา” แต่การกลับมาของเขาคนนี้ชวนให้ฉงนว่ากลับมาทำไม เขาเดินเล่นไปมาในเมือง ยืนเยี่ยวรดไปบนกำแพงของสถานที่แห่งหนึ่ง ก่อนในฉากสำคัญสุดท้ายที่เขาพยายามจะจุดดอกไม้ไฟ (?) จำนวนมากที่แขวนค้างไว้บนราวเชือก สิ่งที่โดดเด่นของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของร่างกาย วัตถุในพื้นที่ของเฟรมภาพ แต่ยังเป็นความเร็วของภาพที่ผิดธรรมดาจนเหมือนมันกำลังหยอกล้อกับลูกตาเรา ด้วยการ “บิดเบือน” ความเร็วของภาพทำให้อากัปของร่างกายในหนังเรื่องนี้มีจังหวะที่ช้าหรือเร็วเกินสายตามนุษย์ปกติ ร่างกายเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ด้วยท่วงทียวบยาบเหมือนมองภาพผ่านสมองที่ยังแปลค่าไม่เสร็จตลอดเวลา ด้วยความเร็วของภาพที่ผิดปกตินี้เองที่ทำให้ดอกไม้ไฟในซีนสุดท้ายนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่งดงามน่าค้นหาและชวนให้ใคร่ครวญอยู่ว่าความสวยงามที่เราเห็นอยู่มันคืออะไรกันแน่

OUT
เจอกันเมื่อเราเจอกัน ( วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)

Viva Gestural Cinema! ชายหนุ่มผู้มาจากแม่น้ำชี เขทำงานเป็นคนทวงหนี้ หน้าที่ของเขาในการหาเลี้ยงตัวคือการเรียกเก็บเงินจากบรรดาลูกหนี้ที่ค้างชำระ แต่ในวันเดียวกันเขาก็ไม่ได้เป็นเพียงคนทวงหนี้ ระหว่างวันเขาเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาพูดคุยกับหญิงสาวที่เขาอาจเคยมีสัมพันธ์ในอดีต (?) หลังเลิกงาน บางคราตอนเขาเป็นทวงหนี้แล้วไม่ได้อะไรกลับมาแถมต้องให้ลูกชายลูกหนี้ยืมมือถือโทรตามแม่เพราะลูกหนี้อาการป่วยกำเริบและโทรศัพท์มือถือในบ้านก็เงินหมด และในบางเวลาของวันเขาก็แค่นั่งมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อย ๆ
คนทวงหนี้ เพื่อนสมัยเรียน คนรักเก่า คนขี่มอเตอร์ไซค์ ชายตัวเอกของเรื่องเป็นร่างกายที่กระทำอากัปไปกับบทบาทต่าง ๆ ของตน เขาเป็นทุกอย่างที่กล่าวมาและไม่ได้เป็นอะไรซักอย่าง กล่าวถึงที่สุดเขาเป็นเพียงชายที่มาจากแม่น้ำชีและรอคอยโมงยามของวันที่จะปล่อยเขาออกจากภาระแอกทางสังคมที่เขาแบกรับ วางมันลงที่ริมน้ำและปล่อยตัวเองให้ล่องเริงไปในกระแสธาร ในห้วงขณะที่ลอยอยู่ในน้ำ เขาไม่ใช่คนทวงหนี้ ไม่ใช่เพื่อนสมัยเรียน ไม่ใช่คนรักที่หมดรัก ไม่ใช่เจ้าของมอเตอร์ไซค์ แต่เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง

ไทรหญ้า

IN
If you’re a bird, I’ll be your sky ถ้าเธอเป็นนก ฉันจะเป็นท้องฟ้า (วิสุตา มาถนอม)
โปรแกรม Digital Forum 5 : 21 August 2015 /Screening Room 401, 4th floor19.00

Doppelgänger (ออกเสียงว่า ดอพเพลเกเนอร์) บางครั้งมีอีกชื่อเรียกว่า Evil Twins มีความหมายถึงปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติที่ทำให้พบเห็นบุคคลเดียวกัน ปรากฏตัวในเวลาเดียวกันแต่ต่างสถานที่ Doppelgänger ถือเป็นสัญญาณของความเจ็บไข้และภยันตราย และหากผู้ใดได้พบเห็น Doppelgänger ของตนเองก็จะต้องพบกับความตาย Doppelgänger มีที่มาจากนิทานพื้นบ้านของเยอรมัน

นับได้ว่าเป็นปีสำคัญของนักเรียนเอกภาพยนตร์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปีนี้มีผลงานน่าจับตามองและได้รับการกล่าวถึงถกเถียงซ้ำแล้วซ้ำอีกจากผู้ชมทั้งที่งาน core หนัง และเทศกาลหนังสั้นรอบมาราธอน จะด้วยว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมอันพิเศษและเปิดกว้างต่อการนึกคิดใดๆในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ หรือจะทั้งสมาชิกนักศึกษารุ่น2554 รวมถึงรุ่นน้องภายในคณะที่มีความเข้มข้นและกระตือรือร้นในการผลักดันผลงานอย่างเป็นระบบ ฯลฯ หนังสารนิพนธ์ของวิสุตา มาถนอม ก็เป็นอีกหนึ่งหนังสั้นที่น่าจับตามองในปีนี้ด้วยว่ามีความน่าสนใจของตัวหนังซ่อนอยู่ภายใต้โครงเรื่องที่เราเห็นกันจนเบื่อตามบรรดาหนังสั้นของเด็กมหาวิทยาลัยทั้งหลาย, ตัวละครกับเพื่อนในจินตนาการ พร้อมกับฉากฉากหนึ่งที่สำคัญและมหัศจรรย์มากๆ
กรีน สาวฟรีแลนซ์ทำอาชีพนักแปลหนังสือ เธอแปลงานของ Charles Dickens ส่งสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซึ่งมีทั้งแผนกทำหนังสือแปลและแผนกรับงานวรรณกรรมไทยด้วย งานต่อไปเธอกำลังจะแปลงานของ Nabokov ดูเหมือนเธอจะมีงานเข้ามาให้ทำไม่ขาดสาย แต่เธอก็มีความฝันของเธอที่อยากจะทำนั่นก็คือการส่งตีพิมพ์ผลงานวรรณกรรมของตัวเธอเอง แต่ก็ไม่วายถูกบริษัทที่เธอทำงานอยู่ตีคืนต้นฉบับกลับมา นอกจากจะมีงานให้ทำเรื่อยๆแล้ว เธอยังมีความเจ็บไข้บางอย่างอยู่ในร่างกาย และเห็นปรากฏได้จากใบหน้าซูบซีดและการไอกระปอดกระแปดของเธอ โชคยังดีที่ตลอดเวลาส่วนใหญ่เธอมีเพื่อนข้างกายคอยถามไถ่สารทุกข์และชวนพูดคุยให้ไม่เหงาเกินไป เธอคนนั้นชื่อกรีน ชื่อเดียวกันกับเธอ และมีใบหน้าที่,แม้จะไม่เหมือนไปทั้งหมดแต่ก็ละม้ายคล้ายคลึง กรีนอีกคนเข้ามาหาเธอ และก็แวบหายไป แล้วก็โผล่กลับมาให้เธอเห็นอีกไปๆมาๆทั้งที่สาธารณะและในห้องนอนของกรีนเอง กรีนอีกคนแทบไม่พูดถึงชีวิตตัวเอง ไม่อาจทราบได้ว่าเธอทำงานอะไรที่ไหน เดาได้ไม่ยากว่าเธอคนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอะไรที่มาจากจิตสำนึกของกรีนเอง เป็นเพื่อนในจินตนาการ เป็นอีกร่างในจิตใต้สำนึก เป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่มนุษย์

วันหนึ่งระหว่างเดินทางไปส่งงาน ความเจ็บไข้ของเธอกำเริบจนเธอสลบล้มลง และนั่นทำให้เธอได้พบกับวัลลภ บก.ฝ่ายดูแลวรรณกรรมบุคลิกดีมีความน่าเชื่อถือ เธอบอกกับกรีนว่าให้ส่งงานต้นฉบับมาที่เขาโดยตรงได้เลย กรีนเริ่มเห็นแสงสว่างใหม่ๆในชีวิตของเธอแล้ว

กรีนอีกคนยังผลุบโผล่เข้ามาพูดคุยกับเธอ พวกเธอดูหนังไซ-ไฟด้วยกันและพูดคุยกันถึงการเป็นตัวก็อปปี้ หนังยิ่งผลักเราไปสู่ความมั่นใจในข้อสันนิษฐานว่าด้วยเพื่อนในจิตใต้สำนึกเมื่อปรากฏฉากการแย่งการเขียนนิยาย และกรีนอีกคนถามถึงกรีนอีกคนว่าทำไมเราถึงจะเขียนไม่ได้ก็ในเมื่อเราเป็นคนคนเดียวกัน ก่อนที่วันต่อมา กรีนไปพบกับคุณวัลลภ คุณวัลลภไม่ใช่ชายคนที่เคยช่วยเธอเอาไว้ตอนสลบ และไม่รู้จักกับเธอด้วย ความสับสนและกำแพง(หรืออาจจะเป็นแค่เยื่อบุ)ที่คอยกั้นความจริงกับความลวงอันหลอกหลอนได้สลายไปแล้ว เธอเริ่มตั้งข้อสงสัยกับกรีนอีกคนที่ผลุบโผล่เข้ามาในชีวิตเธอว่านั่นคือความเป็นจริงหรือเป็นสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาลวงตาอำพรางกันแน่ ก็เหมือนกับหนังเด็กมหาวิทยาลัยอีกหลายสิบหลายพันเรื่องที่ตัวละครมักจะสับสนและไม่อาจควบคุมอะไรได้อีกต่อไปเมื่อเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเห็นความเป็นจริงอย่างที่เป็นหรือยังติดกับอยู่ในภาพหลอน แต่ฉากต่อไปของหนัง ฉากที่ได้เกริ่นไว้เมื่อเริ่มต้น เป็นฉากที่ยกระดับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง

ภาพของหนังตัดไปที่ทะเลเวิ้งว้างแทบจะไร้ผู้คน ยกเว้นคนสองคน กรีน กับกรีนอีกคนหนึ่ง ทั้งสองเดินเล่นบนชายหาดเวิ้งว้าง กินข้าวด้วยกัน นั่งสนทนากันอย่างมีความสุข บรรยากาศของชายหาดประดับตกแต่งให้เหตุการณ์นี้ดูราวกับโลกความฝัน จากนั้นก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นอธิบายความหมายของ Doppelgänger ปรากฏการณ์ชั่วร้ายต้องสาปถูกบรรยายไปบนจอตัดกับภาพที่กำลังดำเนินอยู่ หนังได้กลายสภาพเป็นที่รวมของความจริง ความฝัน ความเหนือจริง ภาพลวงตา และตำนานเรื่องเล่าโบราณ ฉากดังกล่าวใช้การขึ้นตัวอักษรง่ายๆแต่ทรงพลัง นอกจากทำหน้าที่คล้ายกับจะเฉลยเรื่องราว(แต่ไม่ทั้งหมด)ของหนังแล้ว ความย้อนแย้งระหว่างตัวตำนานกับภาพบนจอก็ทำให้เรื่องราวทั้งหมดดูลุ่มลึกไปด้วยความพิศวงและน่าหวาดกลัวแต่สวยงาม ไม่ปลอดภัยแต่อบอุ่น

ก่อนที่ภาพจะกลับมาให้เราเห็นว่ากรีนตัวจริงนอนนิ่งหลับใหลอยู่ในโรงพยาบาลด้วยสภาพโคม่า กรีนอีกคนที่(น่าจะ)เป็นเพียงภาพลวงตากลับสามารถติดต่อกับครอบครัวของกรีนได้ และขอร้องให้ทางบ้านมาเยี่ยมกรีนบ้าง กรีนกลับไปที่ห้อง นำต้นฉบับนิยายของกรีนมาวางไว้ที่ข้างหัวเตียงในโรงพยาบาล นิยายเรื่องนั้น นิยายที่กรีนวาดหวังว่าจะได้ตีพิมพ์ในสักวันหนึ่งมีชื่อว่า “ชิ้นส่วนที่หายไป”

อะไรคือชิ้นส่วนไหนที่หายไป Doppelgänger ของเราคือชิ้นส่วนที่หายไปหรือ แล้วต้องทำอย่างไรเราถึงจะได้รับการเติมเต็ม หรือทั้งชีวิตของเราคือการรอเพื่อจะค้นพบ Doppelgänger ของตัวเอง

แม้ว่าหนังจะยังมีท่อนส่วนที่ไม่สมบูรณ์และการกำกับการแสดงที่ประดักประเดิดบ้างโดยเฉพาะฉากการทะเลาะกัน แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังมีความน่าสนใจในการตีความ Doppelgänger ในอีกความหมายหนึ่ง Doppelgänger เป็นผู้ค้ำจุนปกปักมากกว่าจะเป็นความชั่วร้ายที่หวังเข้าครอบงำและทำลาย อีกทั้งสุนทรียะของหนังยังวนเวียนอยู่ในบรรยากาศเงียบเชียบราวกับความฝันเหนือจริง บรรยากาศดังกล่าวช่วยเสริมให้เห็นความร้าวรานภายในของมนุษย์ที่ไม่อาจควบคุมและรับรู้ความจริงความลวงได้โดดเด่นขึ้นมา

เป็นหนังอีกเรื่องของเทศกาลนี้ที่ถ้ามีโอกาสก็ขอให้ไปชมกัน ฉากขึ้นตัวอักษรในหนังเป็นฉากที่ติดตาเอามากๆ

OUT
ลัน-ลา (ทอฝัน ชุมอักษร)

นักศึกษาเอกภาพยนตร์รุ่น 7 ของศิลปากรเป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากๆอีกกลุ่มนึงของปีนี้เช่นกัน ด้วยว่าเป็นรุ่นแรกที่ต้องย้ายไปเรียนที่เพชรบุรี การได้เห็นหนังจากกลุ่มนักศึกษาที่เหมือนเป็นมนุษย์ค้างอยู่บนเกาะร้าง ไม่เจอรุ่นพี่ มีแเต่เพื่อนๆร่วมรุ่นเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ น่าตื่นเต้นมากๆว่าหนังจะออกมาเป็นอย่างไร งานขอทอฝันในเชิงเทคนิคและสุนทรียะแล้วอาจจะไม่ได้ประทับใจเรามากนัก เช่นการใช้เพลงประกอบเพียงเพื่อจะไม่ให้หนังเงียบ มุมกล้อง mise-en-scence ต่างๆนาๆ แต่สิ่งที่ทำให้ตัวหนังพิเศษมากๆคือ story ของเรื่องที่สะท้อนทั้งสภาพของครอบครัวชนชั้นกลางที่พ่อแม่จ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูกหลานตัวเองขณะที่ตัวเองไปทำงาน คนที่ลูกเปิดใจให้มากที่สุด และหวังพึ่งพิงมากที่สุดกลับไม่ใช่พ่อแม่ร่วมสายเลือดแต่กลับเป็นพี่เลี้ยงที่ไม่มีพันธะผูกพันใดๆนอกจากเงินเดือน วันใดฉุกละหุกมีเหตุให้ต้องออกจากบ้านก็ไม่จำเป็นต้องมีภาระใดๆต้องผูกพันด้วย พี่เลี้ยงหาใหม่เท่าไหร่ก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่กับนางเอก คนคนเดียวที่เป็นดั่งเทวดาประจำตัวหายจากไปโดยไม่บอกกล่าวย่อมทำให้เกิดความง่อนแง่นภายในเป็นแน่ และเมื่อพี่เลี้ยงใหม่ไม่สามารถเข้ามาทำหน้าที่ได้ดีเท่าเดิม (พี่เลี้ยงใหม่เป็นพี่เลี้ยงที่มี power ในบ้านมาก พาผัวเข้ามานั่งเล่นในบ้านเจ้านายได้ สั่งเด็กที่ตัวเองต้องดูแลล้างจานเก็บผ้าได้ แล้วอยากออกจากบ้านตอนไหนก็ได้ 555555 ) นางเอกก็ทำได้แค่เฝ้ารออย่างเดียวดาย แต่ความร้าวรานของหนังจริงๆเริ่มต้นในตอนท้าย และมันน่าตื่นตะลึงมากที่มีเด็กศิลปากรรุ่นเดียวกันกับเราเล่าเรื่องเช่นนี้

นางเอกตัดสินใจไปต่างจังหวัดเพื่อไปหาพี่เลี้ยงคนเดียวของเธอคนนั้น พี่เลี้ยงกลายเป็นแม่คนไปแล้ว มีเด็กอ่อนที่ต้องดูแล เธอไม่ปฏิเสธนางเอก ต้อนรับขับสู้นางเอกเป็นอย่างดี แต่ทุกสิ่งมันไม่เหมือนเดิม เธอไม่ใช่ลูกจ้างของแม่นางเอกแล้ว เธอยังดีกับนางเอก แต่มีสิ่งสำคัญกว่าที่เธอต้องทุ่มเทให้ การตัดสินใจเดินจากพี่เลี้ยงไป พี่เลี้ยงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้คุ้มครองเธอจากความหนาวเหน็บของโลก ด้วยการบอกลาเพียงวลีสั้นๆ “หนูไปแล้วนะ” แล้วเสียงตอบกลับก็มีแค่ว่า “เอ้อ” (หรือบางทีอาจจะไม่ได้ตอบกลับอะไรเลย กูฟังผิดเอง) ไม่มีความโรแมนติค ไม่มีการกล่าวอาลัยอาวรณ์ ทุกอย่างคือการจบลงของความสัมพันธ์อย่างไม่แตกหัก แต่ก็ไม่เหลืออะไรเช่นกัน มันร้าวรานจนหัวใจสลายเอาง่ายๆ

มาดาม

IN
วันที่ไม่มีเรา (WE WISH) (2014, สุระวี วรพจน์ 39นาที)
โปรแกรม Digital Forum 19 August 2015 /Screening Room 401, 4th floor 19:00

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวในออฟฟิศเดียวกัน และมีจุดเด่นที่การเล่าเรื่องโดยใช้กล้องแบบแทนสายตาตัวละครตลอดเวลา (subjective point of view) และมีเสียง voice over ของตัวละครตลอดเวลา ยกเว้นในฉากสำคัญฉากหนึ่งของเรื่อง คือเราว่าการที่หนังเรื่องนี้ใช้กล้องแบบ subjective ตลอด ยกเว้นแค่ในฉากความฝันหรือฉากจินตนาการของพระเอก (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) นั้น มันทำให้เราคิดถึงอะไรที่น่าสนใจมากๆขึ้นมาได้ ซึ่งก็คือความจริงของมนุษย์ที่ว่า ไม่ว่าเราจะรักใครมากแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะมองโลกด้วยดวงตาของเขา หรือได้ยินเสียงในหัวของเขาได้ การเกิด “we” ที่มองโลกด้วยดวงตาของทั้งสองคนพร้อมกันเป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ เหมือนกับที่ฉากจินตนาการนั้นจบลงด้วยประโยคที่ว่า “เรา ไม่มีจริง”

คือหนังเรื่องนี้ใช้กล้องแบบ subjective เกือบตลอดทั้งเรื่อง และมีการใช้ voiceover ความคิดตัวละครตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งจริงๆแล้วมันแสดงภาวะของมนุษย์ได้ดีมากน่ะ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องมองโลกด้วยดวงตาของตัวเองตลอด มองแบบ subjective ตลอด และมนุษย์ทุกคนก็ต้องได้ยินแต่เพียงเสียงความคิดในหัวของตัวเองอยู่แล้ว

แต่ภาวะดังกล่าวหายไปจากหนังเรื่องนี้ในฉากจินตนาการ เพราะกล้องในฉากนั้นกลายสภาพจาก subjective เป็น objective แทน เราได้เห็นพระเอกนางเอกในเฟรมเดียวกัน แทนที่จะเห็นคนละช็อตกันแบบที่ผ่านมาในหนังตลอดทั้งเรื่อง และฉากนี้เรายังไม่ได้ยิน voiceover ของตัวละครด้วย เราได้เห็นแต่ text ความคิดของ “เรา” มันเหมือนกับว่ากระแสสำนึกในหัวของตัวละครสองคนได้หลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกระแสสำนึกของคนเพียงคนเดียวไปแล้ว แต่ฉากนั้นก็จบลงด้วยประโยคที่ว่า “เรา ไม่มีจริง”

ฉากนี้สื่ออารมณ์แบบรักร้าวโรแมนติกได้ดีมาก และประโยคที่ว่า “เรา ไม่มีจริง” ในฉากนี้ก็สื่อถึงการที่พระเอกกับนางเอกไม่ได้ครองรักด้วยกันในความเป็นจริงได้ดีมาก อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นในฉากนี้ก็คือว่า คำว่า “เรา ไม่มีจริง” ในที่นี้ ยังสื่อถึงสภาวะของมนุษย์ในความเป็นจริงได้ดีด้วยน่ะ เพราะมนุษย์ไม่สามารถเข้าสู่ภาวะมองแบบ objective ได้แบบที่กล้องทำในฉากนี้น่ะ สภาวะ “เรา” ที่สามารถมองเห็นได้ทั้งตัวเราเองกับอีกคนนึงได้พร้อมๆกัน โดยไม่ต้องมองผ่านเครื่องช่วยอย่างเช่นกระจกหรือกล้องเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำได้ และสภาวะ “เรา” ที่สามารถหลอมรวมความคิดในหัวของตัวเองเข้ากับความคิดในหัวของอีกคนนึงได้อย่างสมบูรณ์ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงด้วย

คือถึงแม้หนังเรื่องนี้จะมีอะไรลักลั่น ขาดๆเกินๆ หรือไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่เราชอบแนวคิดเรื่อง “เรา ไม่มีจริง” ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ คือการใช้ subjective camera และ voiceover ในหนังเรื่องนี้มันได้กระตุ้นความคิดเราไปแล้วอย่างมากๆ มันได้ทำให้เราตระหนักว่า ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์แต่ละคนมันอยู่ในสภาพที่เหมือนตัวละครในหนังเรื่องนี้นี่แหละ นั่นก็คือมองโลกแบบ subjective และได้ยินแต่เพียงเสียงความคิดในหัวของตัวเอง แต่ภาวะของการมองแบบ objective มันจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในความฝันหรือในโลกจินตนาการเท่านั้น อย่างเช่น “โลกของภาพยนตร์” คือฉากความฝันในหนังเรื่องนี้มันดูเป็นฉากที่เป็น ภาพย้นตร์ ภาพยนตร์ ทั้งลักษณะการตัดต่อและการโพสท่าในฉากนั้น มันเหมือนเป็นการตอกย้ำว่า เวลาเราดูภาพยนตร์ทั่วๆไปที่กล้องเป็น objective camera นั้น มันไม่สอดคล้องกับภาวะของมนุษย์ที่แท้จริงหรอก เพราะมนุษย์ที่แท้จริงมันถูกขังอยู่ในดวงตาของตัวเองและในหัวสมองของตัวเองแบบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้นั่นแหละ

OUT
OUR LAST DAY (2015, รุจิภาส บุญประคอง, 21นาที)

OUR LAST DAY เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบที่สุดในปีนี้ และดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมากๆ โดนใจเราสุดๆ คือเราว่าหนังเรื่องนี้กำกับออกมาได้ตรงใจเรามากๆ และเนื้อเรื่องก็โดนมากๆด้วย คือเราว่าหนังเข้าทางเราตั้งแต่ฉากแรกแล้วที่เป็น extreme long shot ถ่ายพระเอกกับนางเอกจากระยะไกลเป็นเวลานานระยะหนึ่ง และเหมือนหนังจะให้ความสำคัญกับ “บรรยากาศ” ในฉากนั้นในระดับนึง คือตั้งแต่ฉากแรกเราก็รู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้มีแววถูกโฉลกกับเราอย่างรุนแรง

ประเด็นที่โดนใจเราในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่พระเอกยังคงคิดถึงเพื่อนเก่าในสมัยมัธยมอยู่ แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 40 ปีแล้ว คือถึงเวลาจะผ่านไปนาน 40 ปีแล้ว “ภาพความทรงจำแห่งความสุขสมัยมัธยม” ก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ คือจุดนี้มันตรงกับเราจริงๆ เพราะเราจบมัธยมมาตั้งแต่ปี 1990 และตอนนี้ผ่านมานาน 25 ปีแล้ว แต่ “ความทรงจำแห่งความสุขสมัยมัธยม” ก็ยังคงตามหลอกหลอนฝังลึกอยู่ในใจเราอยู่เลย เพราะฉะนั้นพอถึงฉากท้ายๆของหนังเรื่องนี้ เราก็เลยร้องไห้อย่างรุนแรงมากๆ

OUR LAST DAY ทำให้เรานึกถึงหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดๆในชีวิตด้วย ซึ่งก็คือ INNOCENCE (2000, Paul Cox) กับ DÉJÀ VU (1997, Henry Jaglom) สาเหตุที่เรานึกถึง INNOCENCE เป็นเพราะว่า INNOCENCE พูดถึงชายชราคนนึงที่ได้พบกับคนรักเก่าเมื่อ 50 ปีก่อน และเรื่องของการพลัดพรากจากกันเป็นเวลาอันยาวนานแบบนี้มันเป็นอะไรที่รุนแรงมากๆ และมันสะเทือนใจเราในแบบที่คล้ายๆกับ OUR LAST DAY ส่วน DÉJÀ VU นั้นมันมีส่วนที่สะเทือนใจเราคล้ายๆกับ OUR LAST DAY ในแง่ที่ว่า ในหนังสองเรื่องนี้มันจะมีตัวละครคนชราที่สั่งสอนพระเอกหรือนางเอกว่าอย่าทำผิดแบบเดียวกับตัวเขา การถ่ายทอดบทเรียนชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นในหนังสองเรื่องนี้สะเทือนใจเรามากๆ โดยใน OUR LAST DAY นั้น มีการถ่ายทอด “บทเรียนชีวิต” ของคนถึง 3 รุ่นด้วย คือจาก “ป้าเจ้าของร้าน” สู่ “พระเอก” และ จาก “พระเอก” สู่ “หลานชายของพระเอก” และเราก็ชอบเรื่องราวแบบนี้ เรื่องของตัวละครที่มีความเจ็บปวด, ความเศร้า หรือความโหยหาอาลัยบางอย่างอยู่ในใจของตัวเอง และอาจไม่มีทางที่จะแก้ไขมันได้ เพราะ “เวลา” ในชีวิตคนเรามันเดินหน้าไปเรื่อยๆ และยิ่งเวลาเดินหน้าไปนานเพียงใด “คนที่เรารัก” ก็จะค่อยๆทยอยจากเราไปทั้งในแบบ “จากเป็น” และ “จากตาย” อย่างที่เราไม่มีทางจะเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้ได้ สิ่งที่เราทำได้อาจมีแค่เพียงการเก็บใครบางคนไว้ในความทรงจำตราบนานเท่านาน และการบอกคนรุ่นต่อๆไปให้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้

เกมมี่

IN
ในวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก Temperature of roomtone/ภมรภรณ์ ตันเดี่ยว/2015
โปรแกรม ช้างเผือก 4 : 16 August 2015 Auditorium, 5th floor 19.00

หนังเล่าถึงพราว เด็กสาวที่ต้องเขียนเรียงความเรื่อง แม่ของฉัน ส่งคุณครู แต่แม่ของเธอเองกลับเสียชีวิตไปตั้งแต่ก่อนที่เธอจะจำความได้ ดังนั้นการนึกถึงเรื่องราวของแม่จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ เพราะไม่มีอะไรจะให้นึกถึง

ส่วนที่ชอบมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้คือการพูดของประเด็นของเด็กกำพร้าพ่อแม่ แบบไม่ฟูมฟาย คือไม่ได้ทำให้หนังมีอารมณ์เศร้าสลดเสียใจ แต่ดำเนินเรื่องด้วยความสงสัยของตัวละครมากกว่า ว่าแม่ของเป็นคนยังไง ซึ่งการแสดงก็ทำได้ถึงมาก ๆ คือนิ่ง ๆ เฉย ๆ ดูคาดเดาไม่ได้ว่าตัวละครรู้สึกอะไรอยู่ บางทีเหมือนเศร้าแต่ก็เหมือนสุขด้วย สำหรับเราเข้าใจว่าตัวละครก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่ารู้สึกอะไรอยู่
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าชีวิตของเด็กกำพร้าต้องเศร้าสิ ต้องมีปม ชีวิตไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ต้องขาดความอบอุ่น หรือถ้าในเรื่องก็คือนางเอกมันต้องอยากมีแม่แบบคนอื่นแน่ ๆ ซึ่งหนังก็ได้ก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้ว คือในกรณีตัวพราวที่โตมากับชีวิตที่ไม่มีแม่ ก็สามารถอยู่มาได้จนอายุขนาดนี้ กล่าวได้ว่าชีวิตที่ขาดแม่สำหรับเธอมันคือชีวิตที่สมบูรณ์แล้ว การที่อยู่ดี ๆ ถ้าแม่จะโผล่มาเสียเฉย ๆ นั่นต่างหากที่ทำให้ชีวิตพราวเว้าแหว่งไม่สมบูรณ์
และสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของเรื่องก็คือฉากจบที่สร้างความรู้สึกอื้ออึง คือไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดี ทั้งเศร้ามาก ๆ แต่ก็มีความความสุขมาก ๆ และสะใจไปด้วย ว่านี่แหละมันต้องจบแบบนี้ ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ 2 รอบ ทั้งที่งานฉายหนังจุลนิพนธ์ พี่ครับ…ครับพี่ และงานมาราธอน ดูถึงฉากนี้ก็ยังทำให้ขนลุกเกรียวขึ้นมา ทั้งสองรอบ

OUT
นี่แหละแม่ฉัน This is my mother/อธิชา กาญจนวัฒน์/2015/30min.

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวคนจีน ประกอบด้วยแม่ของเธอซึ่งคอยบงการชีวิตของเธออยู่ตลอดเวลา ลูกชาย(สามีของเธอเสียชีวิตไปแล้ว) และญาติ ๆ อีกหลายคน
ครอบครัวในหนังมันดูมีมิติมาก ๆ ทุกคนมีเคมีบางอย่างที่ทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นครอบครัวเดียวกันจริง ๆ เช่นฉากหนึ่งที่ญาติ ๆ นินทานางเอก ที่ยังไม่ตื่นลงมาจากห้องนอนเพราะทำงานดึก คือเรารู้สึกว่าในครอบครัวใหญ่มันต้องมีอะไรแบบนี้

เพราะเป็นหนังที่เล่าเกี่ยวกับครอบครัว และสร้างครอบครัวได้มีมิติมาก ๆ ทำให้เมื่อมีเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นมา เราจะอินไปกับความรู้สึกของตัวละครมากกว่าหนึ่งตัว ทั้งตัวแม่ของนางเอกที่อยากให้ลูกได้ดี ตัวนางเอกเองที่อยากเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง และลูกที่ฟังคุณยายบ่นแม่ให้เห็นทุกวัน

เมื่อนางเอกมีแฟนใหม่ซึ่งมีฐานะแตกต่างกันมาก เลยต้องแอบคบกัน เมื่อแม่มารู้เข้าก็กีดกัน ตัวนางเอกถูกกดดันมาก ๆ เข้าก็ทนไม่ไหว ทำให้เธอตัดสินใจทิ้งแม่ไม่อยู่กับแฟน โดยในฉากนี้จะเป็นการทะเลาะที่วุ่นวาย และสับสน คือเราจะพยายามคิดถึงความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัว อารมณ์ และความคิดของตัวละครมันจึงมั่วอยู่ในหัวไปหมด ตัวแม่ปากก็ด่า ด้วยความเป็นห่วง ตัวนางเอกที่เถียงแม่เพราะอยากจะไปให้พ้นจากจุดนี้ แฟนหนุ่มที่พยายามไกล่เกลี่ย ลูกชายที่สับสนว่าจะเอาอย่างไรดี จะอยู่กับแม่ หรืออยู่กับยาย นี่จึงเป็นอีกฉากที่เราชอบและประทับใจมาก ๆ

และด้วยความที่ครอบครัวเราเองก็มีเรื่องคล้าย ๆ กันกับในเรื่อง เลยยิ่งทำให้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นจริง และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ ครอบครัว มันจึงเป็นความรู้สึกเศร้าในสเกลหนังสารคดี (เรื่องมันเกิดขึ้นจริง ๆ) มากกว่าจะเป็นหนังเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นมาอีกที

นาโนกาย

พมมะจัน (ธีรยุทธ์ วีระคำ)
โปรแกรม ดุ๊ก 3 :15 August 2015 Auditorium, 5th floor 11.00
ธีรยุทธ์ วีระคำ เป็นคนทำหนังสารคดีที่เราเพิ่งเห็นผลงานไม่นานแต่น่าสนใจ เขาเคยทำ ชุมชนกระดาษ (2013) และ โป๊ะ/คน/ถีบ (2014) ที่เด่นด้วยวิธีการเล่าประเด็นให้น่าสนใจจากซับเจคต์ที่ค่อนข้างนิ่งและมีองค์ประกอบของความเศร้าแฝงอยู่ กล่าวคือถ้าเป็นคนทำหนังสารคดีที่ไม่ชำนาญหรือไม่ใส่ใจกับประเด็นพอ ทั้งสองเรื่องจะกลายเป็นหนังที่ฟูมฟายมาก แต่ธีรยุทธ์เลือกจะเล่าด้วยน้ำเสียงกลางๆ แต่หนักแน่น

‘พมมะจัน’ เป็นงานที่เขาเลือกซับเจคต์ที่ต่างออกไปในขณะเดียวกันก็ท้าทายมากขึ้น และเป็นตัวอย่างของสารคดีที่คว้าจับกระแสได้ฉับไวอย่างควรเอาเยี่ยงอย่าง และไม่เพียงแต่จับกระแสได้ทันท่วงที เขายังพาเราไปสำรวจมุมมืดของประเด็นที่เป็นข่าวได้ด้วยความแหลมคม และการถ่ายทำที่ซัพพอร์ตกับประเด็น

เราคงรู้กันอยู่บ้างแล้วว่าการทำข่าวทาสเรือประมงในเกาะอัมบน ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้ดอกไม้และก้อนอิฐไปมากมายแค่ไหน นี่คืออีกมุมหนึ่งของข่าวนั้นที่เราไม่เคยตระหนักถึงมาก่อน เพราะ ‘พมมะจัน’ เล่าถึงทาสเรือประมงชาวลาว ที่แทบไม่มีกล้องของสื่อมวลชนที่ไหนเข้าไปสนใจเลย

หนังเดินหน้าอย่างเข้มแข็งด้วยการสัมภาษณ์แม่วัยชราของหนึ่งในเหยื่อชาวลาว ผู้เปิดร้านชำอยู่ในหมู่บ้านที่แล้งไร้ผู้คนของเมืองชายขอบ ชีวิตยากจนแบบที่ไม่มีทางเลือกให้ลูกชายของเธอมากนัก ผลักให้เขากลายเป็นเหยื่อที่เงียบงันในประเทศหมู่เกาะห่างไกล การดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้ลูกชายคืนมาของเธอ ดำเนินไปอย่างสงบนิ่งและชวนให้เจ็บปวด เพราะจะว่าไปมันไม่ได้มีตัวร้ายเป็นรัฐหรือราชการที่จะคอยขัดขวาง แต่แค่การที่ชีวิตของพวกเขาอยู่บริเวณชายขอบแห่งนั้นมันก็เศร้าพอแล้ว

11846278_10152901558126650_2025543866_n

OUT

หู (ธีรภาส ว่องไพศาลกิจ)

Texture ของ ‘หู’ นั้นประหลาดเสียจนเราพูดได้ว่า มันไม่เหมือนหนังนักศึกษาเรื่องไหนเลย – พูดแบบเซฟๆ คือในรอบปีนี้ และพูดแบบเล่นใหญ่คือในรอบหลายปีนี้

ถามว่าตัวละครหลักเป็นวัยรุ่นไหมก็ยังใช่อยู่ พวกเขายังอยู่ในกรุงเทพไหมก็ถูกต้อง แต่ภาพของการอุทิศตนให้กับวัฒนธรรม subculture ในกรุงเทพที่ซอมซ่อและมืดดำ (พระเอกเป็น noise artist ส่วนเพื่อนๆ เป็นนักดนตรีที่ไม่ใช่นักดนตรีตามแบบฉบับ) ไม่มีครอบครัว ไม่มีเรื่องรัก ไม่มีการศึกษาหรือความเคว้งคว้างหลักลอยของอนาคตเป็นแกนหลักอีกต่อไป ภาพที่เราได้เห็นคือเรื่องราวของตัวละครในแบบที่เรายากจะพบเห็น หรือพบเห็นก็ไม่อาจเข้าใจได้โดยทันที เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่แยกขาดจากเรา แต่ก็แยกขาดไม่สนิทเสียจนเราจะไม่คุ้นตา
พวกเขาขลุกอยู่คนละที่ หายใจด้วยคนละจังหวะ ครุ่นคิดด้วยคลื่นกระแสที่แตกต่าง และดื่มด่ำด้วยรสนิยมที่ผิดแผก – ทั้งหมดนี้สอดประสานกันอย่างน่าทึ่งด้วยพลังของการถ่ายภาพกรุงเทพฯ ทีวิปลาสประหลาดลึก โดยเฉพาะฉากสุดพิศวงช่วงกลางเรื่องที่แทรกสอดเข้ามาในความรู้สึกได้ทรงพลังดำมืดราวกับผลงานของ ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ (ธีรภาสเคยทำหนังที่น่าสนใจอย่างยิ่งเรื่อง ‘เมือง’ (2013) ที่เน้นทัศนียภาพของเมืองเช่นกัน) และเสียงดนตรีประกอบลึกหลอนที่เสียดแทงโสตประสาท ในระดับที่เราเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ว่าทำไมตัวละครเอกของเรื่องถึงกำลังค่อยๆ กลายเป็นบ้าเพราะเสียงที่เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะทีละเล็กทีละน้อย

จะเขียนถึงเสียงไอ้เราก็ไม่ได้ชำนาญขนาดจะคว้ามันมาตีเส้นให้เห็นเป็นภาพ ขอเชิญสัมผัสโลกเสียงหลอนผ่านดนตรีประกอบของหนังไปพลาง ก่อนที่หนังจะได้ฉายที่ไหนสักที่ในอนาคต

11846581_1142810942412410_3414277710939821956_n

อีเม่น

IN

พฤษภาไม่นานก็คลี่คลาย (Full Moon of May) (วัศยา บุญนัดดา, 2015)

 โปรแกรม ช้างเผือก 2 : 15 August 2015 Auditorium, 5th floor19.00

พฤษภาไม่นานก็คลี่คลายพูดถึงความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคนที่เป็นเพื่อนกันและดันรักผู้ชายคนเดียวกัน ฟังดูตื้นเขินดีสำหรับวลีสั้นๆแค่นี้ แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นหนังที่เล่าภาวะอึดอัดใจได้อย่างแยบยลมาก เหมือนคนทำอัดอั้นตันใจผ่านชีวิต(ไม่)รัก และระเบิดมันออกมาจนเป็นหนังเรื่องนี้ได้อย่างงดงาม

อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆ แต่ไอความธรรมดาที่เกิดขึ้นในหนังนี่มันดูใกล้เคียงชีวิตจริงแบบที่มนุษย์อย่างเราๆที่เผชิญกันด้วยละมั้ง ซึ่งมันไม่ได้เสแสร้งเหมือน situation แบบหนังนักศึกษาอกหักทั่วๆไป แล้วความสัมพันธ์ตัวละครแต่ละคนก็พัฒนาไปไกลกว่าที่คิดมาก แม้แต่ตัวประกอบ ที่ไม่ได้ใส่มาเพื่อเติมเต็ม แต่ต่างคนต่างมีที่ของตัวเองและถูกเล่าอย่างมีตัวตนจริงๆ

หลังจากที่ได้ดูรอบที่สอง รู้สึกว่ามันมีความเป็น MV หน่อยๆ ไม่รู้ว่าไอเดียที่ใช้ตั้งต้นเกิดขึ้นจากเพลงรึเปล่า ซึ่งพอดูจบแล้วรู้สึกว่ามันทำให้เรื่องยิ่งแข็งแรงมากๆ เลือกถูกเพลง ใช้ถูกจังหวะ เลยย้อนกลับมานึกถึงหลายๆอย่างตั้งแต่ชื่อหนัง ไทย/อังกฤษ มู้ดแอนด์โทน ดนตรี/เพลงประกอบ บทบาทตัวละคร รวมถึงสัญญะที่ใส่มา ซึ่งดูอัดอั้นกับความเจ็บปวดเหล่านี้จริงๆ ใครจะไปนึกว่า ฉากผู้หญิงนอนอยู่บนเตียง ส่องไฟฉายบนเพดาน ทำมืดเลื่อนไปมาเหมือนดวงจันทร์ มันจะมีไปทำไมวะ แต่สำหรับเรา เรายังเห็นภาพแบบนี้อยู่

………………………………………………………..

แถม สิบข้อควรรู้ในการไปดูงานหนังสั้น

1.หนังฉายตรงเวลา เซ้นชื่อรับตั๋วหน้างาน แถมใบโหวตป๊อปปูล่าร์ ช่วยกันโหวตนะ โหวตหนังที่ชอบ วิธีโหวตคือเรียงคะแนนความชอบ1-5 ชอบมากให้มาก ไม่ต้องเรียงลำดับในโปรแกรม เขาจะเอาคะแนนไปคิดรวมทุกโปรแกรมจ้า

2.อย่าเล่นมือถือหรือแชตตอนดูเพราะห้องมันมืด คนเห็นกันทั้งฮอลล์ แสงมันแยงตาคนอื่นน่ะที่รัก (ของฝากจากสตาฟฟ์ :ห้ามเล่นมือถือในห้องออดิทอเรียม เพราะยัยป้าที่งานโหดคุณอาจจะโดนอบรมเรื่องมารยาทได้ คำแนะนำ ดูไม่ไหว หรือ เบื่อ หลับเถอะคะ หลับเสียงกรนคนให้อภัย แสงไฟจากโทรศัพท์มันเกินไป)

3.หนังจะมีการเปิดให้เปิดให้เข้าเป็นช่วงๆตามหนังจบ ถ้าสตาฟฟ์ให้รอก็รอหน่อยนะ เพราะเข้าไปตอนกลางเรื่องมันก็งงใช่ไหมล่า

4.หนังมีฉายสองห้องที่ชั้นห้า ออดิทอเรียม กับชั้นสี่ ดูโปรแกรมประกอบการตัดสินใจ

5.หนังโปรแกรมinter สุดขีดทุกปี ไม่ได้ฉายในมาราธอนด้วย เพราะฉะนั้นลางานได้ให้ลามาเลย #ผิด คือให้มาดูกันน่ะ

6.ดิจิตัล ฟอรัมปีนี้คึกคัก(มันคือโปรแกรมหนังที่ยาวกว่าหนังสั้นในเทศกาลหนังสั้น (อย่าเพิ่งงง) หนังกลุ่มนี้ไม่ได้มีให้ดูทั่วไป พลาดแล้วท่านอาจจะพลาดเลยตลอดกาล หลายเรื่องในปีนี้มีทั้งหนังนักศึกษาคุณภาพสูง จนถึงหนังจากศิลปินที่เรารัก)

7.ปีนี้มีโปรแกรมเสิรมเป็นจำนวนมาก หลายเรื่องไม่ได้ประกวด แต่มันส์มากจนอยากให้ดู ถ้าเป็นสายสกอยท์นักตบ แนะนำ Convergence โปรแกรมที่อีกนิดเดียวก็ดักตบกันแล้ว โปรแกรมเควียร์ปีนี้ เข้มข้นถึงเลือด สายนักทดลอง โปรแกรมSomewhere we never belong ที่ทั้งทดลองและการเมืองอย่างน่าตื่นเต้น และที่สุดพิเศาคือโปรแกรมรำลึก วสันต์ เรียวกลาง และโปรแกรม บางแสนรามา ที่โดนห้ามฉายตั้งแต่ยังไม่ได้ฉายไปเมือ่ต้นปี!

8. หน้างานมีสูจิบัตรขาย ถ้าใครส่งหนังมาร่วมเทศกาล แม้ไม่เข้ารอบก็จะได้รับฟรี ถ้าพึ่งส่งหนังมาปีแรก อย่าเขินอาย เดินเจ้าไปติดต่อขอรับสูจิบัตรได้เลย ส่วนผู้ชมคนไหนที่อยากได้ก็สามารถซื้อเก็บได้จ๊ะ นอกจากนี้ปกติที่หน้างานจะมีขายเสื้อเทศกาล เตรียมตังค์กันไปด้วยเน่อ (ปล. แว่วว่าจะมีร้านชาชั่วคราวด้วยเว้ยเฮ้ยยยย)

9.ห้องฉายชั้นห้า เก้าอี้จะไม่ถึงคอ และค่อนข้างแคบ สำหรับคนตัวสูงใหญ่การเลือกที่นั่งทำเลดีจะมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่างไรก็ดี เข้าไปแล้ว ให้เข้าข้างในก่อน นั่งฝั่งติดทางออกไม่ดีหรอกต้องลุกตลอดเวลาห้องฉายชั้นสี่ ถ้าเข้าไปได้นั่งแถวหน้า เวลาเดินออกกลางโปรแกรม กรุณาอย่าบังโปรเจคเตอร์นะจ้ะ ได้โปรด

10.บรรดาหนูๆครูบังคับมาดูอาจจะทำให้ลำบากใจ ฝาถึงหนูๆ ถ้าดูไม่ไหว ลุกเลยลูก อย่าทน มันเสียเวลา

Advertisements

One thought on “THE PERVERT’s GUIDE TO SHORT 19th

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s