anecdotes about วสัน เรียวกลาง [memory & mockery]

11822648_1622911074657770_7724882937432890721_n
———————————
anecdotes about วสัน เรียวกลาง [memory & mockery]
[คำบรรยายภาพประกอบ : วสัน เรียวกลาง ในผลงานชื่อ “การเดินทางของวงราชสีห์มาเพชรดาราพันธ์” (2007) ที่เขาทั้งกำกับและถ่ายทำ]

[เนื่องจากความสงสัยใคร่รู้ในตัว ‘วสัน เรียวกลาง’ คนทำหนัง/ศิลปินผู้ล่วงลับที่เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 19 จัดโปรแกรมรำลึกในปีนี้ว่าเขาเป็นใครอย่างไรแน่ หนึ่งในชาวคาเฟ่จึงติดต่อไปที่คุณเจน Ju Dha Su แห่งแกลเลอรี่ Speedy Grandma รบกวนให้ช่วยเขียนแนะนำผลงานและความโดดเด่นของเขา ในฐานะคนที่รู้จักผลงานของวสันมากกว่าชาวคาเฟ่อย่างเราๆ และต่อไปนี้คือบทความของคุณเจนที่คาเฟ่ลูมิแยร์รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งครับ
หมายเหตุ 2. คุณเจนฝากบอกว่ามีภาคต่อให้ติดตามในโอกาสต่อไป เราจะนำความมาแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ ครับ]


คืนวันเสาร์ได้รับข้อความจากชญานินที่อยากให้เขียนบทความหนึ่งชิ้นเกี่ยวกับวสัน เรียวกลาง บนข้อจำกัดของเวลาที่มีให้เพียงสองวัน เกิดภาพซ้ำติดตลกต่อวิธีคิดหลักของโลกการทำงานเขียนในบ้านเรา ที่อาจมองว่าการเขียนจะมีอะไรมากหรือจะยากอะไรมากกว่าการพิมพ์กด ๆ ลงบนเครื่องมือ ใส่อารมณ์ความรู้สึก เข้าไปผสมปนรวมโน่นนี่ (เคยได้ยินคำนี้จากศิลปินท่านหนึ่ง) การขึ้นโครงความคิดเพื่อไปสู่งานค้นคว้า อาจไม่ “ทันด่วน” พอสำหรับโลกที่กวาดแชร์ข้อมูลที่ลอยขึ้นมาเหนือน้ำวันต่อวัน เพียงเพื่อจะถูกลืมในอีกไม่กี่วันรุ่งขึ้น
บนเงื่อนไขแบบเวลาไม่คอยใคร ทำให้เราไม่มีโอกาสได้หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมากนัก การกวนตะกอนของข้อมูลจากความจำอาจพอช่วยได้ ที่น่าสนใจคืออาจทำให้เราเห็นความไม่สมประกอบของความทรงจำที่อาจมีรูรั่วตรงโน้นตรงนี้ คำถามวกกลับมากรณี วสัน เรียวกลาง ที่ตายไปแล้วแบบไม่ต้องรอให้นักปรัชญาฝรั่งเศสประกาศมรณกรรมของผู้สร้าง จึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิดหลักการแฟชั่นแบบโพสต์โมเดิร์นที่ปฏิเสธการชี้ขาดความหมายผ่านคำของศิลปิน และสิ่งที่มาพร้อมกับเสรีภาพของการตีความ คือการที่เราต้องเผชิญกับความตายอย่างโดดเดี่ยว เพราะมันคือเรื่องของคนเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจต่อร่องรอยที่ยังคง “เหลืออยู่” เพื่อนำทางสืบหา “ภาพ” ที่เหลือไว้ในความทรงจำของตัวเองในฐานะผู้ชม และเพื่อสนองตอบความอยากเขียนถึงงานของวสันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ศิลปากร จึงพยายามจะประกอบเศษส่วนภาพต่างๆ บนข้อจำกัดที่ยอมรับว่ารายละเอียดที่ได้อาจไม่ชัด ไม่เที่ยง และไม่สมบูรณ์ หนำซ้ำระบบสืบค้นจัดเก็บในห้องสมุดก็แทบไม่มีข้อมูลอะไรให้พึ่งพา จึงเริ่มด้วยวิธีทดลองการหาชิ้นส่วนจากความทรงจำของคนรอบตัวที่แชร์ประสบการณ์ต่องานชิ้นเดียวกันนำมาวางขัดหรือเปรียบเทียบกับภาพที่เหลืออยู่ในหัวของตัวเอง

11817264_1622916407990570_2918630420864531162_n

(1)ปรับแต่งส่วนใบหน้าจากภาพวาด “คนนั่ง” ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน ในการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22 เมื่อปี 2516 เป็นชิ้นงานที่วสัน เรียวกลาง เอาไปทำเป็นวิดีโออาร์ตในภายหลัง โดยตัดต่อใบหน้าตัวเองแทนที่และเพิ่มองค์ประกอบบางอย่างเข้าไปในภาพ

1. redemption
“ถึง วสัน เรียวกลาง
“ผมเห็นงานพี่ครั้งแรกเมื่อตอนผมประมาณปีหนึ่ง ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะเห็นงานพี่ที่แกลลอรี่บนชั้นสองของลิโด้ จำได้ว่างานพี่มันแปลกตาที่สุดคือเป็นเหมือนภาพเพนท์ที่ขยับได้ เป็นภาพของผู้ชายผมฟูนั่งถืออะไรสักอย่างอยู่ข้างดวงไฟ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นไฟเทียม ไฟตะเกียง หรือกองไฟ ภาพนั้นเป็นสีน้ำเงินแบบ blue hour ของทุ่งนาและข้างหลังมีบ้านหรือกระต๊อบหลังเล็กๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรแต่เป็นงานวีดีโออาร์ตแรกๆ ในชีวิตที่เคยได้ดูซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์เด็กน้อยที่เริ่มชอบและหลงใหลในภาพเคลื่อนไหวว่ามันสามารถทำแบบนี้ก็ได้ด้วยจนมาถึงอีกครั้งหนึ่งก็เคยอ่านสูจิบัตรอะไรสักอย่างแล้วก็เจองานพี่ในเล่มให้เดาก็น่าจะเป็นของหอภาพยนตร์ ตอนนั้นเริ่มจำชื่อพี่ได้แต่ก็ไม่เคยได้ดูงานอื่นๆ จำได้ว่าพี่เหมือนพี่จะเป็นเด็กจิตรกรรมที่ทดลองทำวีดีโออาร์ตคนแรกๆ ซึ่งก็ถือว่าล้ำมากในตอนนั้น screen shot แต่ละงานของพี่มันน่าดูมาก จำได้ว่ามันมีงานหนึ่งที่พูดถึงภาพที่งงงวยจำไม่ได้ว่าชื่อเรื่องว่าอะไร จนมารู้อีกทีก็แอบเสียดายที่รู้ว่าพี่ตายไปแล้ว มันก็เป็นงี้ คนเรามันก็ตกหล่นหายไปในเวลา น่าตกใจที่เห็นโปรแกรมฉายหนังพี่ในเทศกาล thai short film ในปีนี้ ดีที่ยังมีคนไม่ลืมพี่ นอกจากกายแล้ววิญญาณของพี่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในรูปแบบพลังงานกระแสแม่เหล็กบนเทปดีวี วีเอชเอสรุ่นภาพหยาบฟุ้งไร้ความคมชัด และพอเมื่อหนังพี่ฉายขึ้นมาอีกครั้งวิญญาณพี่ก็คงออกมาปรากฏตัวอีกครั้งเป็นแสงเคลื่อนไหวในความมืดที่บรรจุความหยาบกร้านของเนื้อภาพยุคสมัยที่พี่ยังมีชีวิตอยู่”
– วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย
เวลาไม่อนุญาตให้เราหอบทุกอย่างตามมาหมดจนถึงปัจจุบัน นี่เป็นความหมายทั้งในเชิงเปรียบและทางตรง ในบางทีบางคนหรือบางอย่างจึง “ตกหล่นหายไปในเวลา” อย่างที่วรรจธนภูมิบรรยายถึงปัจจุบันของวสันที่ไม่ได้ดำเนินต่อมาพร้อมกับเรา แต่มิติระหว่างตัวตนทางร่างกายและสิ่งที่หลงเหลือจากเวลาสามารถมาบรรจบกันได้บนพื้นที่ที่ขอบเขตมีความยืดหยุ่นและต่อรองได้อย่างศิลปะ ตามที่ Siegfried Kracauer นักคิดชาวเยอรมันเคยมีความหวังว่า “the redemption of external reality” หรือ “การไถ่ถอนความจริงภายนอก” จะเกิดขึ้นผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” ความเชื่อทำนองนี้ถูกย้ำอีกครั้งด้วย Jean-Luc Godard ที่มองว่า “แม้เพียงรอยขีดข่วนบนฟิล์ม 35 ม.ม. ก็สามารถเรียกคืนความจริงทั้งหมดนั้นกลับมาได้” ราวพลังของภาพได้ต้านทานการทำลายของทั้งเวลาและความทรงจำของมนุษย์เอง การกลับมาอีกครั้งคือการปรากฏในรูปของ “แสงเคลื่อนไหวในความมืดที่บรรจุความหยาบกร้านของเนื้อภาพยุคสมัยที่พี่ยังมีชีวิตอยู่” ตามคำของวรรจธนภูมิ
แต่ความทรงจำกับความจริงอาจไม่ได้เป็นเรื่องลงรอยกันเสียทีเดียวแบบที่โกดาร์ดเชื่อ อันที่จริงการไถ่ถอน “a whole truth” ถูกมองผ่านแว่นของความเข้าใจที่หลงเหลือและความคิดของปัจจุบันได้เท่านั้น (การตีความใหม่จึงเกิดได้จากตรงนี้) แทนความจริงอย่างสมบูรณ์ที่เป็นไปไม่ได้ เรา-ผู้ชมจากปัจจุบันจึงมองเห็นในสิ่งที่เรียกว่า “moment of truth” หรือ “ช่วงเวลาของความจริง” เท่านั้น เหมือนกับที่บทบันทึกจากความทรงจำของวรรจธนภูมิได้ค่อย ๆ สร้างโครงของช่วงเวลาที่เชื่อมอยู่กับวสัน กลับไปยังพื้นที่ซึ่งเจ้าตัวพยายามจะระลึกว่า “ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะเห็นงานพี่ที่แกลลอรี่บนชั้นสองของลิโด้”
ระยะของการมองเห็นก็มีผลต่อภาพปะติดปะต่อที่คนหนึ่งจะมีต่ออีกคน ในขณะที่วรรจธนภูมิเรียกคืนความทรงจำต่อวสันผ่านผลงานที่มีผลติดค้างอยู่ในใจจนออกมาเป็น “moment” ของการรับรู้ที่เคยถูกขึงไว้อยู่ตรง ณ พื้นที่และเวลานั้น อีกมุมประชิดกว่าของ ชล เจนประภาพันธ์ ให้ภาพวสันในด้านที่เลยพ้นออกจากวัตถุทางศิลปะ คือเลยมายังพื้นที่ชีวิตประจำวันที่ชลและวสันเคยอยู่ในเวลาที่คาบเกี่ยวกัน:
“เนื่องจากเป็นรุ่นน้องที่เรียนในคณะเดียวกัน ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับวสันทั้งในมุมของบุคลิกส่วนตัวและการทำงานโดยเฉพาะบุคลิกของวสันที่มีความทะเล้น มีอารมณ์ขัน และเขามักจะแทรกสิ่งนี้ลงในงานของตัวเองและงานภาพเคลื่อนไหวชิ้นนี้(จำชื่อไม่ได้) มันได้ล้อเล่นกับจิตรกรรมของศิลปินอาวุโสอย่าง จักรพันธุ์ โปษยกฤต ราวกับตัวเขากระโจนเข้าไปในจิตรกรรม แล้วลักพาชายหนุ่มคนนั้นไป แล้วก็เข้าไปนั่งแทนที่อย่างน่ายียวน บรรยากาศฟ้าร้องปั่นป่วน และเขาก็ตอบสนองกับมันได้ด้วยอารมณ์ขันที่มีอย่างเหลือเฟือ… สิ่งสำคัญของผลงานชิ้นนี้คงไม่ใช่การวิเคราะห์ถึงศักยภาพของการฉกฉวยเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นความท้าทายที่สื่อใหม่ๆ ที่เริ่มวิพากษ์มนต์ขลังของจิตรกรรม (โดยเฉพาะจิตรกรรมของศิลปินอาวุโส) ในอีกทางหนึ่ง ผลงานชิ้นนี้เป็นความไร้สาระที่ผลิตด้วยความประณีตของเทคโนโลยีอย่างมีนัยยะ …ในความทรงจำ ผู้คนที่ชมผลงานชิ้นนี้ก็มักจะมีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ซึ่งผมคิดว่า มันคือสิ่งที่ขาดหายไปจากวงการศิลปะมานานแล้ว”
– ชล เจนประภาพันธ์
เมื่อชลพูดว่า “…ราวกับตัวเขากระโจนเข้าไปในจิตรกรรม” ทำให้นึกเลยไปถึงชายหนุ่มนิรนามที่เรียกตัวเองแค่ “ผม” ผู้ยืนอยู่หน้างานของ Vincent van Gogh ในภาพยนตร์เรื่อง Dream ของ Akira Kurosawa ที่จู่ ๆ ก็เดินเข้าไปในพื้นที่ของจิตรกรรมของ Vincent ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตของศิลปิน การเดินทางไปอีกพื้นที่ของ “ผม” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทลายเส้นแบ่งระหว่างศิลปะกับประวัติศาสตร์ของบุคคล ขยายสิ่งที่มีมากกว่าตาเห็น เช่น เสียงเพลงคลอภาพวาดที่เป็น Prelude No.15 in D-flat major-Fของ Chopin และบทสนทนากับจิตรกรก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจยิงตัวตายในทุ่งที่อยู่ในภาพ Wheatfield with Crows (1890) แต่การ “กระโจนเข้าไปในงานจิตรกรรม” ของวสัน ไม่ได้ออกมาในโทนโรแมนติกและบูชาศิลปินต้นฉบับในแบบที่อาจมีติดกลิ่นอยู่ในงานของ Kurosawa ชิ้นนี้ เพราะวสันใช้วิธีการ “ลักพาชายหนุ่มคนนั้นไป แล้วก็เข้าไปนั่งแทนที่อย่างน่ายียวน” ต่างกับ “ผม” ในภาพยนตร์ของ Kurosawa ที่การแหวกเข้าไปหาพื้นที่ของจิตรกรรมเป็นในทำนองบูชาต้นฉบับ แต่การให้ชีวิตต่อภาพนิ่งด้วยเปลี่ยนให้เป็นงานวิดิโอคือการเขย่าความหมายเดิมที่ภาพวาดเคยพยุงไว้ การลักพาตัว “ต๋อง” ซึ่งเป็นแบบในภาพวาดของจักรพันธุ์ชิ้นนี้กลับไปยืนยันความทรงจำเดิมที่ชลมีต่อวสันว่ามี “อารมณ์ขันอย่างเหลือเฟือ”

11863450_1622916517990559_3064378540063696018_n

(2)บน – ฉากในภาพยนตร์เรื่อง Dream ตอนที่ชายคนหนึ่งทะลุเข้าไปในงานจิตรกรรม

ล่าง – Wheatfield with Crows (1890) ที่เชื่อว่าเป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อน Vincent van Gogh จะฆ่าตัวตาย

จากความทรงจำของตัวเองต่องานวิดีโอชิ้นที่จำชื่อไม่ได้ของวสันถึงภาพนิ่งที่คุ้นตา มาเป็นภาพวาดที่มีลมพัดไหว วรรจธนภูมิช่วยเพิ่มสิ่งที่ “ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นไฟเทียม ไฟตะเกียง หรือกองไฟ” และขับเน้นสีของช่วง “blue hour” มีชลเติมเสียง “ฟ้าร้องปั่นป่วน” กับ “ท่าทางยียวน” ให้ผลงานชิ้นนี้ค่อย ๆ ฟื้นคืนมาอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่การไถ่ถอน “a whole truth” อย่างที่ Godard เชื่อ แต่เป็นความจริงของช่วงเวลาที่จะถูกเรียกกลับคืนมาทุกครั้งที่ผลงานของวสันถูกฉายขึ้นสำหรับประเทศไทย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s